เจาะลึกวิกฤตพลังงานโลก! เมื่อความขัดแย้งดันราคาน้ำมัน บทเรียนสำคัญสำหรับคนทำธุรกิจ
หากเราลองนึกภาพว่า เรากำลังนั่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันประจำ แล้วสังเกตเห็นราคาบนหน้าจอหัวจ่ายกระโดดขึ้นไปอย่างน่าตกใจภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคงจะเป็น "เหตุใดราคาถึงพุ่งสูงเช่นนี้?" และเมื่อมีคนบอกคุณว่า "แหล่งพลังงานหลักมาจากทะเลเหนือในยุโรป ไม่ใช่จากตะวันออกกลาง" คำถามที่ตามมาก็คือ "แล้วถ้ายุโรปยังผลิตได้ปกติ ทำไมราคาหน้าปั๊มถึงยังแพงขึ้นอีก?"
นี่คือคำถามที่กำลังก้องอยู่ในใจประชาชนทั่วโลก รวมถึงในไอร์แลนด์ที่กำลังรับมือกับปัญหานี้อย่างสาหัส และคำตอบของมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ "น้ำมัน" แต่มันคือ ภาพสะท้อนเศรษฐกิจมหภาค ที่คนทำธุรกิจสมัยนี้ ผู้ประกอบการ และมนุษย์เงินเดือนในยุคดิจิทัลจำเป็นต้องตระหนักถึง เพราะมันสะท้อนการทำงานของโลกาภิวัตน์ ที่จะส่งผลกระทบต่อทุกการตัดสินใจทางธุรกิจของคุณในอนาคต
ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่: "น้ำมันท้องถิ่น" เป็นเพียงภาพลวงตาในตลาดโลก
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า หากบ้านเราซื้อน้ำมันจากผู้ผลิตรายใด ราคาก็ควรจะอ้างอิงตามแหล่งที่มานั้น เปรียบเสมือนตอนที่เราซื้อข้าวจากเกษตรกรในจังหวัดใกล้ๆ ราคาก็ไม่ควรจะเปลี่ยนแปลงไปมากถ้าเกิดภัยพิบัติในอีกทวีปหนึ่ง
แต่นี่คือมุมมองที่ทำให้เกิดความประมาทมากที่สุด
ตลาดพลังงานระดับโลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น มันทำงานบนกลไกของ "One Global Market" หรือที่เรียกว่า Global Commodity Market หมายความว่า ไม่ว่าน้ำมันจะถูกสูบขึ้นมาจากทะเลเหนือ ทะเลทรายในตะวันออกกลาง หรือป่าฝนในอเมริกาใต้ ราคาของมันถูกกำหนดโดย อุปสงค์และอุปทานในระดับโลก ไม่ใช่ในระดับท้องถิ่น
- เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: ถ้าโลกใบนี้คือถังน้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยน้ำมัน ไม่ว่าใครจะนำไปใช้จากมุมไหน ปริมาณน้ำมันโดยรวมก็จะลดลงเท่ากัน
- ผลกระทบแบบโดมิโน: ดังนั้นถ้ามีใครบางคนปิดท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกพร้อมกัน ทุกประเทศบนโลกก็จะได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ ช่องแคบฮอร์มุซ ในปัจจุบัน
จุดยุทธศาสตร์ฮอร์มุซ - ศูนย์กลางเศรษฐกิจพลังงานโลก
ก่อนหน้าที่จะมีความตึงเครียดครั้งล่าสุดในตะวันออกกลาง ประมาณ ร้อยละ 20 ของน้ำมันโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดและมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เมื่อช่องแคบนี้ถูกบล็อกเส้นทางต่อเรือบรรทุกน้ำมัน หมายความว่าซัพพลายน้ำมันขาดหายไป หนึ่งในห้า จากระบบ
และนี่คือจุดที่หลายคนยังไม่เข้าใจ - แม้ว่าไอร์แลนด์ อ่านบทความนี้ (และประเทศไทยก็เช่นกัน) จะไม่ได้นำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก แต่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น มหาอำนาจในเอเชียอย่างจีน อินเดีย และญี่ปุ่น พึ่งพาเส้นทางนี้เป็นชีวิตจิตใจ
เมื่อประเทศเหล่านี้ไม่สามารถรับน้ำมันจากตะวันออกกลางได้ พวกเขาจะทำอย่างไร? ทางออกของพวกเขาคือ พวกเขาต้องกว้านซื้อจากแหล่งสำรองอื่น และที่อื่นที่ว่านั้นก็คือแหล่งผลิตในยุโรป ที่ประเทศอย่างไอร์แลนด์เคยซื้อในราคาสบายๆมาตลอด
ผลลัพธ์ก็คือ จู่ๆ ไอร์แลนด์ก็ต้องแข่งขันกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลกในการประมูลน้ำมันที่อยู่ใกล้บ้านตัวเอง และเมื่อมีผู้ซื้อมากขึ้นแต่ปริมาณน้ำมันเท่าเดิม ราคาก็ต้องพุ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent Crude) ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันที่ใช้กันทั่วโลก ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ประมาณ ราวๆ 72 เหรียญสหรัฐ
- แต่หลังจากเกิดการรบกวนในด้านอุปทานและความไม่แน่นอนทางการเมือง ราคาก็ทะยานขึ้นไปกว่า หลักร้อยเหรียญ อย่างรวดเร็ว
ข้อคิดแรกของผู้ประกอบการ - "ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น" คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
สิ่งที่นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้จากสถานการณ์นี้คือ "ห่วงโซ่อุปทาน" หรือเครือข่ายการผลิตและจัดส่งสินค้าของคุณ ไม่ได้จบแค่ที่ซัพพลายเออร์ที่คุณติดต่อโดยตรง
ถ้าคุณทำกิจการของกิน คุณอาจจะคิดว่าต้นทุนของคุณขึ้นอยู่กับค่าวัตถุดิบหน้าร้าน แต่ความจริงคือ ราคาผักทุกใบในจานของลูกค้า เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่อยู่ห่างออกไปอีกครึ่งโลก เพราะค่าลอจิสติกส์ ค่าบำรุงรักษา และการขนส่ง ทั้งหมดล้วนเป็นพลังงานทั้งสิ้น
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "จุดอ่อนที่มองไม่เห็น" ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ คุณอาจคิดว่าธุรกิจของคุณปลอดภัย เพราะคุณซื้อจากผู้ผลิตในประเทศ แต่เมื่อเกิดวิกฤตในระดับโลก ผู้ผลิตในประเทศของคุณก็จะผลักภาระต้นทุนมาให้คุณอยู่ดี
- สิ่งที่ต้องไฮไลท์: ในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ไม่มีธุรกิจไหน "รอดพ้นได้เพียงลำพัง" ได้อย่างแท้จริง
- ทุกธุรกิจคือส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ใหญ่กว่ามาก
- และสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก จะส่งคลื่นกระทบมาถึงคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ทำไมรัฐบาลไม่ตัดภาษีพลังงานเพื่อช่วยประชาชน?
อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือ ในเมื่อกว่าร้อยละ 50ของราคาน้ำมันที่เราจ่ายเป็น ภาษีของรัฐ ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดภาษีลงเพื่อช่วยเหลือประชาชน?
ในกรณีของไอร์แลนด์ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้ลดภาษีน้ำมันดีเซลลงรวม 32 เซนต์ต่อลิตร และน้ำมันเบนซินลง 27 เซนต์ ซึ่งใช้งบประมาณรวมถึง กว่าเจ็ดร้อยห้าสิบล้านยูโร
ฟังดูเหมือนมหาศาล แต่ทำไมรัฐบาลถึงไม่ลดมากกว่านี้ในเมื่อมีงบประมาณเกินดุลตั้งหลายพันล้านยูโร?
คำตอบคือ "ทรัพยากรทุกอย่างมีจำกัด" หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Opportunity Cost"
ถ้ารัฐบาลเอาเงินไปลดภาษีน้ำมันมากกว่านี้ ก็แปลว่าต้องตัดงบมาจากที่อื่น เช่น การลดภาษีเงินได้ที่วางแผนไว้ในเดือนตุลาคม หรืองบรักษาพยาบาลและการศึกษา
นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเกินดุล 9.2 พันล้านยูโร ที่ดูเหมือนจะมหาศาล แท้จริงแล้วส่วนใหญ่มาจากภาษีนิติบุคคลที่มีความผันผวนสูงมาก ไม่มีใครรับประกันได้ว่าปีหน้าจะยังมีรายได้แบบนี้อยู่อีก
- สิ่งที่ CEO ต้องเรียนรู้: เมื่อคุณดูแลสภาพคล่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนตัวหรือเงินของบริษัท
- อย่าใช้จ่ายตามตัวเลขที่เห็นในบัญชี ณ ปัจจุบันแค่ชั่วคราว
- ต้องคิดถึง "คุณภาพ" ของรายได้ด้วยว่ามันยั่งยืนแค่ไหน
- รายได้ที่มาจากช่องทางที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่รายได้ที่คุณควรนำไปวางแผนการใช้จ่ายแบบผูกพันรายปี
ผู้ประกอบการขายน้ำมันโก่งราคาจริงหรือ?
อีกหนึ่งประเด็นที่มักจะเป็นที่ถกเถียงในยามที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงคือ ข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้ค้าปลีกน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง
ในกรณีของไอร์แลนด์ ราคาน้ำมันดีเซลกระโดดจาก 1.70 ยูโรต่อลิตร ไปเป็น 2.30 ยูโรต่อลิตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความไม่พอใจและสมเหตุสมผลที่จะมีการตรวจสอบ
หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไอร์แลนด์ได้เข้าไปสอบสวนแล้ว และผลการสอบสวนพบว่า ไม่มีหลักฐาน ที่บ่งชี้ว่าผู้ค้าปลีกฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้
การวิเคราะห์ราคาขายส่ง (ซึ่งเป็นราคาที่ปั๊มน้ำมันต้องจ่ายเอง) แสดงให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นของราคาขายส่งล้อไปกับราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊ม หมายความว่า ผู้ค้าปลีกแค่ ปรับราคาตามต้นทุนที่แท้จริง
- บทเรียนที่สามสำหรับนักธุรกิจ: ในยามวิกฤต อย่ากระโดดเข้าไปกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล
- แต่จงเรียนรู้ที่จะ "แยกแยะระหว่างการส่งต่อต้นทุนกับการฉวยโอกาส" สองอย่างนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ ในช่วงที่ต้นทุนของคุณสูงขึ้น คุณมีสิทธิ์ปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
- แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การชี้แจงกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา
- ต้องอธิบายเหตุผลของการปรับราคาให้ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าคุณก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพื่อรักษา Brand Loyalty